Paper Prototype

posted on 29 Sep 2008 15:01 by yoyomon

Paper Prototype         

 

          เริ่มต้นมา ... มีให้เลือก My calendar กับ My group อันนี้ถือว่าดี เป็นลักษณะ Pop-Up ประหยัดที่บนหน้าจอ จะได้ไม่เยอะเต็มหน้าจอ          

          ถ้าเลือก My calendar ก็สามารถดูรายละเอียดเดือนนั้นได้ว่ามีตารางนัดหมายเช่นไรบ้าง โดยจะเลือกดูแบบเดือน วัน สัปดาห์ ก็ได้แล้วแต่ User          

          อันนี้ต้องกดเป็น  Cycle ทำให้ถ้าต้องการดูแบบสัปดาห์ ต่อจากแบบเดือน ก็ต้องกด 2 รอบ -*- จากรูปสงสัยว่าถ้าจะนัดล่วงหน้าอีก เดือนถัดไป จะต้องกดปุ่มไหนค่ะ น่าจะมีสัญลักษณ์บอก เป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ แสดงว่าให้ * ,# เปลี่ยนเดือนได้     

          Show calendar in form Week จากตัวอย่าง รายการที่นำมาแสดงไม่ตรงกับรายการที่อยู่ในหน้าที่เป็น Day ทำให้สับสนค่ะ

          ต่อไปถ้ากดปุ่ม Menu สามารถเพิ่ม เหตุการณ์ใหม่ได้ หรือเปลี่ยนไปดู My Groups หรือ ออก         

          ถ้าเพิ่มเหตุการณ์ก็พิมพ์รายละเอียดต่างๆลงไป ในส่วนนี้ไม่เข้าใจค่ะว่าคำว่า Start กับ End เราต้องใส่เวลาหรือว่าใส่วันที่ลงไป ถ้าให้เดาคิดว่าคงใส่เวลามากกว่าเพราะมันเป็นส่วนของ Calendar ไม่ใช่เมนูเตือนความจำหรือตั้งเวลาเตือน แล้วก็สงสัยต่อว่าถ้าให้ใส่เวลาต้องใส่เป็นหน่วยไหน AM / PM หรือ 12 / 24 ชั่วโมง เพราะมือถือไม่ได้มีคำใบ้บอกไว้เลย แล้วถ้ากด MENU จะมีคำสั่งอะไรแสดงขึ้นมาบ้าง ไม่ได้บอกไว้     

          ต่อมา My Groups          

          เราสามารถเลือกดู รายละเอียด Group ต่างๆ ได้จากการกดปุ่ม OK โดยตรง เมื่อเข้ามาในโหมดนี้แล้วก็สามารถเห็นรายละเอียดต่างๆได้ ถ้ากดปุ่ม Menu ก็เลือกได้อีกว่าเราจะทำอะไรต่อกับกลุ่มนี้          

          ถ้าเลือกที่จะส่ง Messageให้ทั้งกลุ่ม ในช่อง To : จะมีชื่อกลุ่มขึ้นมาให้ ซึ่งถือว่าดี User ไม่ต้องกรอกเอง เพราะเราเข้ามาดูรายละเอียดกลุ่มนี้ก่อนเลือกที่จะส่งข้อความ ระบบจึงควรจัดการให้ 

          ถ้า SEND แล้วจะมีข้อความบอกมั้ยว่า ส่งไปถึงใครบ้างแล้ว แล้วจะเก็บข้อความที่ส่งเอาไว้มั้ย ถ้า CANCEL จะเก็บเป็น draft ไว้ หรือว่า ลบทิ้งไปเลย ไม่มีถาม (ไม่ได้บอกไว้)

          ถ้าเลือก Find Meeting Time อันนี้ดูไม่ออกค่ะว่าไว้ทำอะไร แล้วถ้าเรากด Go ต่อระบบจะพาเราไปไหน          

          น่าจะมี ปุ่ม Back ให้ย้อนกลับไปแค่ level เดียวได้ ที่เห็นมีแต่ปุ่ม Exit เพื่อออกจากโปรแกรมเลย ทำให้ถ้าเราเลือกมาดู กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทำให้ต้องออกจากโปรแกรมแล้วเข้ามาใหม่เพิ่มดูรายละเอียดของกลุ่มอื่นได้                   

          แต่โดยรวมแล้วถ้าเราซื้อมาเราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ สุดท้าย เราก็สามารถที่จะใช้มันได้อย่างง่ายดาย เป็นธรรมชาติ

edit @ 29 Sep 2008 16:08:15 by 49211564

edit @ 2 Oct 2008 20:09:33 by 49211564

                หลังจากที่อาจารย์สั่งให้ดูปุ๊ป ก็รีบกริ้งกร้างโทรศัพท์หาคนไปดูด้วยทันทีเลย

 

[เป็นคนไม่เคยดูหนังคนเดียวอาา กลัวๆยังไงก็ไม่รู้] และแล้วก็ได้ไปดูในวันอาทิตย์......

 

                จากที่ดูนั้น จับใจความได้ประมาณว่า

 

                WALL - E เป็นหุ่นยนต์ในโลกอนาคต ที่สามารถแสดงอารามณ์ ความรู้สึกได้

มีความฉลาด สามารถคิดได้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร

 

                WALL - E เป็นหุ่นยนต์ตัวสุดท้ายที่ถูกทิ้งไว้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเพื่อทำในสิ่งที่เขาถูกสร้างมาให้ทำเป็นเวลาหลายร้อยปี นั่นคือ การเก็บกวาดโลก เพราะโลกเต็มไปด้วยขยะและมลพิษ โดยไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่านอกโลกยังมีสิ่งมีชีวิต และหุ่นยนตร์อีกมากมาย แล้ววันหนึ่ง WALL - E หุ่นยนต์กำจัดขยะ ก็ค้นพบเป้าหมายใหม่ในชีวิต นอกเหนือไปจากเก็บสะสมของกิ๊กก๊อก คือเมื่อเขาได้พบกับ หุ่นยนต์จากนอกโลกที่ชื่อ อีฟ

 

                จากคำถามที่ว่า " ทำไมถึงต้องการให้หุ่นยนต์มี EMOTION" นั้น

 

                จากเนื้อเรื่องมีฉากหนึ่ง ที่ EVE ซ่อม WALL-E แล้ว WALL-E รีบไปทำหน้าที่ของมัน นั่นแหละเป็นฉากหนึ่ง เลยที่สื่อว่า หุ่นยนต์ไม่มี EMOTION แล้วจะเป็นอย่างไร นั่นคือ หุ่นยนต์มันจะจำใครไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไม่มีความรู้สึกนึกคิด รู้แต่ว่ามันมีหน้าที่อย่างไร ก็ต้องทำหน้าที่นั้นตลอดเวลา เป็นหุ่นยนต์ที่ไร้ชีวิตจิตใจ

 

[ฉากนี้แอบร้องไห้ด้วย เศร้าๆ TT TT]

 

                และการที่หุ่นยนต์มี EMOTION นั้น เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้ โดยหุ่นยนต์จะทำการคิด วิเคราะห์ และ ประเมินผลสถานการณ์ต่างๆ ว่ามันรู้สึกอย่างไร แล้วจะทำการแสดงออกอย่างไร และทำการวิเคราะห์ว่าจะกระทำสิ่งใดต่อไปเมื่อมีความรู้สึกนั้นๆ เกิดขึ้นแล้ว

 

                ดังนั้นการมี EMOTION ก็เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ของ หุ่นยนต์ เพื่อสื่อให้มนุษย์รับทราบ

 

 wall_e_eve.jpg

รูปนี้แสดงท่าทางว่ามันกำลังระวังตัว น่ากลัวดีจริงๆ เลย *-* Wall-E and Eve

อันนี้ EMOTION ของ WALL-E ว่ามันอยากจับมือ EVE [น่ารักดีเนอะ]  

 

                ซึ่งการที่ ROBOT มี EMOTION นั้น ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ

-เพื่อให้หุ่นยนต์ใกล้ความเป็นมนุษย์มากที่สุด

-เพื่อให้มันรู้จัก ความกลัว ความรัก เสียใจ ดีใจ ความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดี รู้ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ

-สามารถเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์

-สามารถดำรงชีวิตร่วมกลับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์แบบ

 

edit @ 26 Aug 2008 19:09:57 by 49211564

edit @ 26 Aug 2008 19:17:13 by 49211564

 

 

# จุดเริ่มต้นของการออกแบบตัวละคร วอลล์-อี คือดวงตาของเขา ซึ่งผู้กำกับ แอนดรูว์ สแทนทัน ได้แรงบันดาลใจจากการใช้กล้อง

ส่องทางไกลขณะชมการแข่งขันเบสบอล การออกแบบส่วนที่เหลือของ วอลล์-อี คำนึงจากประโยชน์ใช้สอยในการทำงาน ที่ต้อง

เก็บขยะเข้าไปในตัวเองแล้วอัดให้กลายเป็นก้อน ต้องมีรางเลื่อนสำหรับเคลื่อนไหวขึ้นลงกองขยะ และมีมือไว้ใช้แสดงท่าทาง

# สตีฟ ฮันเตอร์ ที่ปรึกษาแอนิเมเตอร์เล่าว่า ในช่วงแรกพวกเขาออกแบบ วอลล์-อี ให้มีข้อศอก เพื่อจะได้แสดงท่าเคลื่อนไหวได้

หลากหลาย แต่ วอลล์-อี ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บขยะเข้าไปในท้อง จึงไม่จำเป็นต้องมีข้อศอก ผู้กำกับการสร้างแอนิเมเตอร์ แองกัส

แมกเลน จึงเปลี่ยนมาออกแบบให้เขามีรางเลื่อนรอบด้าน ทำให้เขาเปลี่ยนตำแหน่งการวางแขนได้

# ตัวละคร อีฟ เป็นหุ่นยนต์ที่กระพริบตาได้ และมีชิ้นส่วนที่ขยับได้ 4 ส่วน เธอถูกออกแบบให้ดูเหมือนหุ่นยนต์จากอนาคตที่เรียบ

ง่ายและเลิศหรู จึงเคลื่อนไหวด้วยแรงแม่เหล็กได้อย่างพลิ้วไหว ไม่เงอะงะ ในขณะที่การเคลื่อนไหวของ วอลล์-อี เป็นแบบเก่า ที่มี

เครื่องยนต์และฟันเฟือง

# ผู้สร้างค้นคว้าข้อมูลก่อนเริ่มงานโดยไปทัศนศึกษาที่โรงงานรีไซเคิล เพื่อสังเกตการทำงานของเครื่องบดขยะขนาดยักษ์ ไปเยี่ยม

นักวิทยาศาสตร์ของนาซาที่ห้องทดลอง เจต โพรพัลชัน เข้าร่วมงานประชุมเกี่ยวกับหุ่นยนต์ ซึ่งมีหุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิดจากกรมตำรวจ

ในท้องถิ่นมาแสดง และชมภาพยนตร์เงียบและภาพยนตร์วิทยาศาสตร์หลายเรื่อง เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการแสดงสีหน้าท่าทาง

# ผู้ให้เสียง มาเธอร์ คอมพิวเตอร์ของยานอวกาศ แอกเซียม คือ ซิกอร์นีย์ วีเวอร์ ผู้เปิดตัวในโลกภาพยนตร์ด้วย Alien (1979) หนึ่ง

ในภาพยนตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับ แอนดรูว์ สแทนทัน คณะผู้สร้างเลือกเธอให้มาพากย์เสียงบทนี้ เพื่อแสดงความ

คารวะต่อภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์

# เดิม จิม เรียร์ดอน และ แอนดรูว์ สแทนทัน ผู้เขียนบทร่วมกัน ตั้งใจจะทำให้เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ตลก แต่เมื่อเขียนบทไปเรื่อยๆ

พวกเขาคิดว่าเรื่องนี้เป็นทั้งภาพยนตร์ตลก ภาพยนตร์รัก และภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ด้วย

# ผู้กำกับและผู้เขียนบท แอนดรูว์ สแทนทัน ได้ฟังเพลง Put on Your Sunday Clothes เพลง Out There และเพลง It Only

Takes a Moment ในภาพยนตร์ Hello, Dolly! (1969) และเกิดแรงบันดาลใจในการกำหนดบุคลิกของตัวละคร วอลล์-อี ให้เป็นตัว

ละครที่สนใจเรื่องความรัก

# ผู้ออกแบบเสียง เบน เบิร์ต ได้สร้างคลังไฟล์เสียง 2,400 ไฟล์ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดที่เขาเคยรวบรวมสำหรับภาพยนตร์เรื่อง

หนึ่งๆ และเรื่องนี้ถือเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องแรกของเขา

# เบน เบิร์ต สร้างเสียงแมลงสาบบิน โดยใช้เสียงเปิดปิดกุญแจมือของตำรวจ สร้างเสียง อีฟ บิน ด้วยเสียงเครื่องบินบังคับวิทยุ

ความยาว 10 นิ้ว ที่บินโฉบหัวเขาไป สร้างเสียงลมพายุด้วยการลากถุงผ้าใบขนาดใหญ่ตามทางเดินที่ปูด้วยพรม และสร้างเสียง

วอลล์-อี ตอนดันเกียร์สูง ด้วยเสียงตัวกระตุกเครื่องยนต์ของเครื่องบิน 2 เครื่องยนต์ในยุค 30

# ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องด้วยภาพ และลดทอนบทพูดลง ดนตรีจึงยิ่งมีบทบาทสำคัญกว่าปกติ เพลง

ประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้แต่งโดย โธมัส นิวแมน

# เพลงปิดภาพยนตร์ Down to Earth เป็นเพลงที่ โธมัส นิวแมน ร่วมแต่งกับ พีเทอร์ เกเบรียล

# ผู้กำกับ แอนดรูว์ สแทนทัน ชื่นชอบดนตรีของ โธมัส นิวแมน ผู้แต่งดนตรีประกอบในภาพยนตร์เรื่องนี้มานานแล้ว และเขายังเป็น

แฟนเพลงของ พีเทอร์ เกเบรียล ที่แต่งเพลงปิดท้ายให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ มาตั้งแต่อายุ 12 ปี

# ผู้กำกับ แอนดรูว์ สแทนทัน เล่าเรื่องการสร้างเรื่องนี้ ให้ผู้แต่งดนตรีประกอบ โธมัส นิวแมน ฟังครั้งแรกในคืนการประกาศผล

รางวัลอคาเดมี อวอร์ดปี 2004 ขณะกำลังร่วมฉลองให้ภาพยนตร์ Finding Nemo ที่พวกเขาร่วมงานกัน แอนดรูว์ บอก โธมัส ว่าเรื่อง

นี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Hello, Dolly! (1969) และมารู้ทีหลังว่าผู้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ Hello, Dolly! คือ ไลออนเนล นิ

วแมน ลุงของ โธมัส เอง

# จิม เรียร์ดอน ขอถอนตัวออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาผู้กำกับแอนิเมชันชุดทางโทรทัศน์ The Simpsons (1989) เพื่อมารับหน้าที่

เขียนบทร่วมกับผู้กำกับ แอนดรูว์ สแทนทัน ในภาพยนตร์เรื่องนี้

# ชื่อของตัวละครหลักในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นชื่อจากตัวย่อ วอลล์-อี (WALL-E) ย่อมาจาก นักกำจัดขยะในระดับชั้นโลก (Waste

Allocation Load Lifter-Earth-class) ส่วน อีฟ (Eve) ย่อมาจาก นักประเมินพืชพันธุ์จากนอกโลก (Extraterrestial Vegetation

Evaluator) และ เอ็ม-โอ (M-O) ย่อมาจาก นักทำลายจุลินทรีย์ (Microbe Obliterator)

# เนื่องจาก สตีฟ จอบส์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทแอปเปิล เป็นผู้บริหารระดับสูงของพิกซาร์ ในภาพยนตร์เรื่องนี้จึงอ้างถึง

ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลหลายครั้ง เช่น ตอนที่ วอลล์-อี เติมพลังงานแสงอาทิตย์จนเต็ม จะมีเสียงบูตอัปแบบเดียวกับเสียง

คอมพิวเตอร์แมคอินทอชในปี 1996 วอลล์-อี ชมภาพยนตร์โปรดของเขาทางไอพอด และเสียงของระบบบินอัตโนมัติเป็นเสียงจาก

แมคอินทอล์ก หรือระบบแปลงอักษรเป็นเสียงพูดของแอปเปิล

# เสียงลมบนโลกในเรื่องนี้ สร้างจากเสียงน้ำตกไนแองการา

# ตัวละคร วอลล์-อีเก็บสะสมสิ่งของจากยุค 60-80 ไว้มากมาย เช่น เทปวิดีโอภาพยนตร์เรื่อง Hello, Dolly! (1969) ของเล่น

ลูกบาศก์ของรูบิก และเครื่องเล่นวิดีโอเกม อทาริ 2600 พร้อมเกมปิงปอง Pong (1972) แม้เรื่องราวในภาพยนตร์จะเกิดขึ้นหลังจาก

สิ่งของเหล่านี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาถึง 800 ปี แต่สิ่งของเหล่านี้ยังคงใช้การได้

# ขยะชิ้นสุดท้ายที่ วอลล์-อี จัดการขณะกำลังออกจากชั้นบรรยากาศของโลก คือ ดาวเทียม สปุตนิก 1 ของรัสเซีย ซึ่งถูกสร้างขึ้น

ในปี 1957 ถือเป็นสิ่งของที่มนุษย์ประดิษฐ์ชิ้นแรกที่อยู่ในวงโคจรของโลก

# ผู้สร้างอุทิศภาพยนตร์เรื่องนี้ให้แก่ จัสติน ไรต์ แอนิเมเตอร์ของพิกซาร์อายุ 27 ปี ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว

# ชื่อยานอวกาศที่มนุษย์อาศัยอยู่ในเรื่องนี้คือ เอกเซียม ซึ่งในวิชาตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ แอกเซียมหมายถึงหลักเกณฑ์ที่

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ไม่มีข้อสงสัย

# ผู้ออกแบบเสียง เบน เบิร์ต บันทึกเสียงจำนวนมากในห้องเก็บของเก่า

# เสียงสวบสาบของแมลงสาบในเรื่อง สร้างจากการนำเสียงแร็กคูนมาทำให้เร็วขึ้น

# ในช่วง 30 นาทีแรกของภาพยนตร์นั้นไม่มีบทพูดเลย

# ชื่อปลอมขณะขนส่งภาพยนตร์เรื่องนี้ไปยังโรงภาพยนตร์คือชื่อ Sundaye

# ในห้องเครื่องของกัปตันยาน แอกเซียม มีตู้เก็บวัตถุโบราณ ซึ่งมีหมวกนักบินอวกาศสีขาวของนาซา สมัยยุค 80 วางอยู่

 

 

edit @ 21 Sep 2008 01:27:32 by 49211564